| manotl@bograka.com | |||
ความรู้เกึ่ยวกับการประหยัด พลังงาน "เครื่องปรับอากาศ"
ข้อมูลและรูปจาก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตภูมิอากาศที่มีอากาศร้อนชื้นเกือบตลอดทั้งปี
การใช้ "เครื่องปรับอากาศ"เพื่อทำความเย็นให้เกิดความรู้สึกสบายแก่ผู้อาศัยในบ้านพัก
ที่อยู่ในเมื่องใหญ่ๆ หรือตามชานเมือง จึงได้รับความนิยมมาก แต่เครื่องปรับอากาศเป็น
เครื่องจักรกลที่ใช้พลังงานไฟฟ้าค่อนข้างสูง ผู้ใช้จึงต้องตระหนักถึงการจ่ายค่าไฟฟ้าที่มาก
ขึ้นด้วย ดังนั้นการที่จะอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้าของระบบปรับอากาศโดยไม่ทำให้เกิดผลเสีย
ต่อความสุขสบายของผู้ใช้ และประหยัดค่าใช้จ่าย เพื่อผลประโยชน์ต่อผู้ใช้เองและต่อ
ประเทศชาติโดยส่วนรวมนั้น จำเป็นต้องทราบถึงลักษณะการทำงานของเครื่องปรับอากาศ
แต่ละชนิด การเลือกชนิดและขนาดของเครื่องให้เหมาะสมกับห้อง ตลอดจนต้องทราบถึง
การติดตั้ง การใช้งาน และการบำรุงรักษาที่ถูกวิธีด้วย
อุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่องปรับอากาศ
เครื่องปรับอากาศของบ้านพักอาศัย ประกอบด้วยชิ้นส่วนต่างๆ ที่สำคัญ 9 อย่างดังนี้
1. แผงท่อทำความเย็น ( Cooling coil )
2. คอมเพรสเซอร์ ( Compressor )
3. แผงท่อระบายความร้อน ( Condenser coil )
4. พัดลมส่งลมเย็น (Blower)
5. พัดลมระบายความร้อน ( Condenser fan )
6. แผ่นกรองอากาศ ( Air filter )
7. หน้ากากเครื่องที่มีแผ่นเกล็ดกระจายลมเย็น ( Louver )
8. อุปกรณ์ควบคุมสำหรับการเปิด-ปิดเครื่อง ตั้งค่าอุณหภูมิห้อง ตั้งความเร็วของ
พัดลมส่งลมเย็น ตั้งเวลาการทำงานของเครื่อง เป็นต้น อุปกรณ์ควบคุมนี้อาจติดตั้งอยู่ที่ตัว
เครื่องปรับอากาศเอง หรือแยกเป็นอุปกรณ์ต่างหากเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ในการ
ควบคุมระยะไกล ( Remote control ) จากบริเวณอื่นๆ ภายในห้องปรับอากาศ
9. อุปกรณ์ป้อนสารทำความเย็น ( Metering device )
หลักการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ
การทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศต้องอาศัยสารทำความเย็น ซึ่งเป็นสารที่ไม่ มีกลิ่น
สี และรส วัฎจักรการทำความเย็นเริ่มจากผู้ใช้เครื่องปรับอากาศ สารทำความเย็น
เหลวในปริมาณพอเหมาะจะไหลผ่านอุปกรณ์ป้อนสารทำความเย็นเข้าไปยังแผงท่อทำความเย็นซึ่งติดตั้งอยู่ภายในห้อง
พัดลมส่งลมเย็นจะดูดอากาศร้อนและชื้นภายในห้องผ่านแผ่น กรองอากาศ ซึ่งติดตั้งอยู่ด้านหน้าของแผงท่อทำความเย็น
เพื่อกรองเอาฝุ่นละอองขนาดใหญ่ ออกไป จากนั้นอากาศร้อนชื้นจะคายความร้อนให้แก่สารทำความเย็นภายในแผงท่อทำความ
เย็น ทำให้มีอุณหภูมิและความชื้นลดลงและถูกพัดลมส่งลมเย็นกลับเข้ามาสู่ห้องอีกครั้งหนึ่ง
โดยผ่านแผ่นเกล็ดกระจายลม เพื่อให้ลมเย็นแพร่ไปสู่ส่วนต่างๆ ของห้องอย่างทั่วถึง
สำหรับสารทำความเย็นเหลวภายในแผงท่อทำความเย็น
เมื่อได้รับความร้อนจาก อากาศภายในห้องจะระเหยกลายเป็นไอ และไหลเข้าสู่คอมเพรสเซอร์
ซึ่งไอที่ได้นี้จะถูกส่ง ต่อไปยังแผงท่อระบายความร้อนซึ่งติดตั้งอยู่นอกอาคาร
พัดลมระบายความร้อนจะดูดอากาศ ภายนอกมาระบายความร้อนออกจากสารทำความเย็น ทำให้ไอสารทำความเย็นกลั่นตัวกลับ
เป็นของเหลวอีกครั้งหนึ่ง และไหลออกจากแผงท่อระบายความร้อนไปสู่อุปกรณ์ป้อนสารทำ
ความเย็นวนเวียน เป็นวัฎจักรเช่นนี้ตลอดเวลา จนกว่าอุณหภูมิในห้องจะถึงระดับที่เราตั้งไว้
อุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิก็จะส่งสัญญาณให้เครื่องคอมเพรสเซอร์หยุดทำงานชั่วขณะหนึ่ง
จึงประหยัดไฟฟ้าส่วนที่ป้อนให้คอมเพรสเซอร์ทำงานได้ แต่พัดลมส่งลมเย็นยังคงทำหน้าที่ส่ง
ลมให้ภายในห้อง จนเมื่อความร้อนจากร่างกายของผู้ที่อยู่ในห้องเริ่มทำให้คอมเพรสเซอร์ทำ
งานโดยอัดสารทำความเย็นป้อนเข้าไปในแผงท่อทำความเย็นใหม่
ดังนั้นถ้าเราตั้งอุณหภูมิที่อุปกรณืควบคุมไม่ให้ต่ำมากคือ ไม่ให้เย็นจนเกินไป
ก็จะช่วยประยัดค่าไฟได้ ซึ่งตามปกติควรตั้งไว้ที่ 25
หลักการทำความเย็น ในลักษณะนี้ จะต้องทำให้ห้องที่จะทำการปรับอากาศนั้นอยู่ ในสภาพที่เป็นระบบปิดเสมือนเป็นกล่องใบหนึ่งคือ
ต้องปิดประตูและหน้าต่างทุกบานให้มิดชิดอย่าให้มีอากาศรั่วเข้าออกได้ เครื่องปรับอากาศจะทำงานโดยรับความร้อนและความชื้น
จากภายในห้องไปปรับจนเย็นถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ซึ่งยังมีผู้ใช้เครื่องปรับอากาศผิดๆ
โดยเปิด เครื่องปรับอากาศและยังคงเปิดประตูหรือหน้าต่างไว้ ซึ่งทำให้อากาศและความชื้นจากภาย
นอกห้องไหลเข้ามาภายในห้องตลอดเวลา จึงทำให้คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานตลอดเวลาเช่น
กัน และทำให้ห้องเย็นไม่ถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ จึงสิ้นเปลืองพลังงาน กล่าวโดยสรุปก็คือ
เครื่องปรับอากาศทำหน้าที่พาความร้อนที่เกิดขึ้นภายในห้อง ต่างๆ ของบ้านพักอาศัยผ่านทางแผงท่อทำความเย็นออกไปทิ้งภายนอกอาคารโดยผ่านทาง
แผงท่อระบายความร้อนนั้นเอง หากการพาความไปทิ้งนี้เกิดขึ้นได้สะดวก ห้องต่างๆ
ก็จะ เย็นได้รวดเร็วและสิ้นเปลืองไฟฟ้าน้อยด้วย
ขนาดการทำความเย็นและชนิดของเครื่องปรับอากาศ
เครื่องปรับอากาศที่ใช้ตามบ้านทั่วไป มักมีขนาดการทำความเย็นระหว่าง 9,000- 30,000
บีทียู/ชม. ( Btu/h ) หรือ 0.75-2.5 ตันความเย็น ( 1 ตันความเย็น = 12,000 บีทียู
/ชม.) เครื่องที่นิยมใช้กันมี 2 ชนิด คือ
1.เครื่องแบบแยกส่วน มีขนาดตั้งแต่ 9,000-30,000 บีทียู/ชม. ตัวเครื่องแบ่ง
เป็น 2 ส่วน ส่วนที่อยู่ภายในห้องเรียกว่า แฟนคอยล์ยูนิต (Fan coil unit )
มีหน้าที่ทำความเย็นพัดลมส่งลมเย็น แผ่นกรองอากาศ หน้ากากพร้อมเกล็ดกระจายลมเย็น
และอุปกรณ์ ควบคุมอีกส่วนหนึ่งติดตั้งภายนอกห้อง เรียกว่า
คอนเดนซิ่งยูนิต (Condensing unit ) ประกอบ ด้วยคอมเพรสเซอร์แผงท่อระบายความร้อนและพัดลมระบายความร้อน
เครื่องทั้ง สองส่วนเชื่อมต่อกันด้วยท่อสารทำความเย็น เครื่องแบบนี้นิยมใช้กันทั่วไปสำหรับบ้านเดี่ยวตามหมู่บ้าน
บ้านชานเมือง บ้านใน เมืองหรือตึกแถว ซึ่งมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการติดตั้งคอนเดน
ซิ่งยูนิต ตัวแฟนคอยล์ยู นิต โดยมีทั้งแบบติดเพดาน ติดผนัง หรือแบบตั้งพื้น
เครื่องแบบติดเพดานเหมาะกับห้องที่มีขนาดใหญ่ หรือเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ค่อน
ข้างยาว หรือไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการติดตั้งบนพื้นห้อง เครื่องแบบติดผนังเหมาะกับห้องทั่วไป
ลักษณะห้องค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส ส่วน เครื่องตั้งพื้นนั้นเหมาะกับห้องขนาดเล็ก
เช่น ห้องนอนขนาดเล็กหรือห้องรับแขกขนาดเล็ก
2.
เครื่องแบบติดหน้าต่าง มีขนาดตั้งแต่ 9,000-24,000 บีทียู/ชม. เหมาะ สำหรับอาคารที่เป็นตึกแถว
หรือทาวน์เฮาส์ซึ่งไม่อาจติดตั้งคอนเดน ซิ่ง ยู นิต ได้เพราะไม่มีสถานที่ติด
ตั้ง หรือสถานที่นั้นไม่เพียงพอ เช่น ความกว้างของกันสาดแคบเกินไป เป็นต้น มักติดที่วง
กบช่องแสงเหนือบานหน้าต่างห้อง
การเลือกขนาดเครื่องปรับอากาศที่เหมาะสม
ขนาดของเครื่องปรับอากาศที่ใช้ทำความเย็นให้แก่ห้องต่างๆ ภายในบ้าน โดยเฉลี่ย
ความสูงของห้อง โดยทั่วไปที่ 2.5-3 เมตร อาจประมาณคร่าวๆ จากค่าต่อไปนี้
1. ห้องรับแขก ห้องอาหาร ประมาณ 15 ตร.ม./ตันความเย็น
2. ห้องนอนที่เพดานห้องเป็นหลังคา ประมาณ 20 ตรม./ตันความเย็น
3.ห้องนอนที่เพดานห้องเป็นพื้นของอีกชั้นหนึ่ง ประมาณ 23 ตร.ม./ตันความเย็น
การปรับปรุงอาคารก่อนการติดตั้งระบบปรับอากาศ
เพื่อให้เครื่องปรับอากาศที่ซื้อมาสามารถทำความเย็นได้อย่างเต็มที่และประหยัด
พลังงาน ควรมีการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมรอบตัวบ้านและห้องที่จะติดตั้ง ดังนี้
1. หากห้องที่ทำการปรับอากาศ มีกระจกส่วนใหญ่หันไปทางทิศตะวันออก ทิศ
ตะวันตกหรือทิศใต้ ควรปลูกต้นไม้ใหญ่บังแดดให้ผืนกระจก นอกจากนี้ต้นไม้ยังทำให้
อากาศนอกอาคารมีอุณหภูมิต่ำลง ช่วยลดปริมาณความร้อนที่ถ่ายเทเข้าสู่ห้องอีกด้วย
2. หากไม่สามารถปลุกต้นไม้ได้ ควรติดตั้งกันสาด ที่ด้านนอกอาคารหรือติดผ้า
ม่านหรือมู่ลี่สีอ่อนที่สามารถปรับมุมใบเกล็ดไว้ด้านหลังกระจกด้านทิศตะวันออก
ทิศตะวันตกและ ทิศใต้ เพื่อป้องกันมิให้แสงแดดส่องผ่านแผ่นกระจกเข้ามาในห้อง
3. เหนือฝ้าเพดานที่เป็นหลังคา หากสามารถปูแผ่นใยแก้วที่มีความหนา 1
นิ้ว
ชนิดมีแผ่น ฟอยล์ Aluminum foil) หุ้มแผ่นใยแก้วไว้ทั้งหมดเหนือแผ่นฝ้า
จะช่วยลดการ ส่งผ่านรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์เข้าสู่ห้องที่มีการปรับอากาศได้
4. พัดลมระบายอากาศของห้องอาหาร ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ที่มีการปรับอากาศ
ต้องมีขนาดไม่เกิน 6 นิ้ว และเปิดเฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น เช่น เพื่อระบายกลิ่นอาหาร
หรือควันบุหรี่ เพื่อป้องกันมิให้มีการดูดเอาอากาศเย็นภายในห้องทิ้งออกไปมากเกินควร
ทำให้ห้องไม่เย็น และเครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนัก ควรสูบบุหรี่นอกห้องปรับอากาศ
เพื่อป้องกันมิให้อากาศภายในห้องสกปรก
5. ภายในห้องนอนไม่ควรติดตั้งพัดลมระบายอากาศ หากมีห้องน้ำติดกับห้องนอน อาจติดพัดลมระบายอากาศที่มีขนาดไม่เกิน
นิ้วไว้ภายในห้องน้ำ ก็ได้ แต่ควรเปิดเฉพาะ เมื่อมีการใช้ห้องน้ำเท่านั้น
6. ควรอุดรูรั่วรอบห้องให้สนิท เพื่อป้องกันมิให้อากาศร้อนภายนอกรั่วซึมเข้า
สู่ห้อง
หน้าต่างบานเกล็ด ไม่ว่าจะเป็นบานเกล็ดไม้หรือเกล็ดกระจก มักมีช่องว่างระหว่างแผ่นเกล็ด
มาก ควรแก้ไขหรือเปลี่ยนใหม่
7. ควร ทาสีผนังภายนอกอาคารด้วยสีขาวหรืออ่อน จะช่วยลดการนำความร้อน
ผ่านผนังได้ดี
การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ
1. ควรเลือกซื้อเครื่องที่มีเครื่องหมายการค้าเป็นที่รู้จักทั่วไป เพราะเป็นเครื่องที่มี
คุณภาพสามารถเชื่อถือปริมาณความเย็นและพิจารณาการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าของตัว
เครื่องที่ปรากฏอยู่ใน แคตตาล็อค ผู้ผลิตเป็นสำคัญ
2. หากเครื่องที่ต้องการซื้อมีขนาดไม่เกิน 25,000 บีทียู/ชม.
ควรเลือกเครื่องที่ ผ่านการรับรองการใช้พลังงานไฟฟ้าหมายเลข 5
ซึ่งแสดงว่าเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง ประหยัดพลังงานไฟฟ้า โดยมีฉลากปิดที่ตัวเครื่องให้เห็นได้อย่างชัดเจน
3. ถ้าต้องการซื้อเครื่องปรับอากาศที่มีขนาดใหญ่กว่า 25,000 บีทียู/ชม.ให้เลือก
เครื่องที่มีการใช้ไฟไม่เกิน 1.40 กิโลวัตต์ต่อ 1 ตันความเย็นหรือมีค่า EER (Energy
Efficiency Ratio) ไม่น้อยกว่า 8.6 บีทียู ชม ./ วัตต์ โดยดูจาก แคตตา ล็อค ผู้ผลิต
| คุณลักษณะเฉพาะ |
เครื่องปรับอากาศ
|
|||
| ชนิดติดผนัง |
ชนิดควบคุมด้วย
|
ชนิดควบคุมด้วย
|
||
|
ความสามารถ
|
Btu/hr |
13,000 |
13,000 |
13,000 |
| อัตราการไหลของอากาศ |
CFM |
400 |
450 |
450 |
|
หล่งจ่ายไฟ
|
220/1/50 |
220-240/1/50 |
220-240/1/50 |
|
|
ค่าอัตราส่วน
|
Btuh /W |
11.64 |
12.24 |
11.46 |
การติดตั้งเครื่องปรับอากาศ
การติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่ผิดวิธี โดยเฉพาะในเครื่องแบบแยกส่วน
นอกจาก จะทำให้เครื่องทำความเย็นได้น้อยลงแล้ว สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้ามากขึ้นอีกด้วย
จึงควรให้ความสนใจดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. ควรติดตั้งแฟนคอยล์ยูนิต
และคอนเดนซิ่ง ยูนิตของเครื่องแบบแยกส่วนให้ใกล้ กันมากที่สุด จะทำให้เครื่องไม่ต้องทำงานหนักในการส่งสารทำความเย็นให้ไหลไปตามท่อ
ทั้งยังลดค่าใช้จ่ายในการเดินท่อและหุ้มฉนวนตลอดจนลดโอกาสการรั่วของสารทำความเย็น
2. หุ้มท่อสารทำความเย็น จากคอนเดน เซอรื ไปยังแผงท่อทำความเย็น ( Cooling
coil) ของเครื่องแบบแยกส่วนด้วยฉนวนที่มีความหนาประมาณ 0.5 นิ้ว
หรือตามที่ผู้ผลิตแนะนำ เพื่อป้องกันมิให้มีสารทำความเย็นภายในท่อแลกเปลี่ยนความร้อนกับ
อากาศภายนอกตามเส้นท่อ
3.
ตำแหน่งติดตั้งคอนเดน ซิ่ง ยูนิต ( หรือเครื่องแบบหน้าต่าง ) ควรอยู่ในที่ร่ม
ไม่ถูกแสงแดดโดยตรง แต่อากาศภายนอกสามารถ ท่ายเทได้สะดวก ไม่ควรอยู่ในที่อับลม
หรือคับแคบ ที่ว่างโดยรอบเครื่องต้องเพียงพอตามที่ผู้ผลิตแนะนำ
4. ในสถานที่ซึ่งมีการติดตั้งคอนเดน ซิ่ง ยูนิต ( หรือเครื่องแบบหน้าต่าง )หลายๆ
ชุด ต้องระวังอย่าให้ลมร้อนที่ระบายออกจากเครื่องชุดหนึ่งเป่าเข้าหาเครื่องอีกชุดหนึ่ง
ควรให้ลมร้อนจากแต่ละเครื่องเป่าออกได้โดยสะดวก
ในบางสถานที่ซึ่งมีลมพัดแรงตลอดเวลาในทิศทางเดียว
ควรติดตั้งคอนเดน ซิ่ง ยูนิต (หรือเครื่องแบบหน้าต่าง) ให้อากาศร้อนระบายออกจากตัวเครื่องอยู่ในทิศเดียวกับ
กระแสลม อย่าให้ปะทะกับลมธรรมชาติ เพราะจะทำให้เครื่องระบายความร้อนได้ลำบาก
6. ตำแหน่งติดตั้งแฟนคอยล์ยู นิต ( หรือเครื่องแบบหน้าต่าง ) ต้องให้ลมเย็นที่จ่าย
ออกจากตัวเครื่องสามารถกระจายไปทั่วทั้งห้อง
การใช้งานเครื่องปรับอากาศ
การใช้งานเครื่องปรับอากาศอย่างถูกต้อง
ช่วยให้เครื่องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และประหยัดพลังงานไฟฟ้า สามารถทำโดยวิธีการดังต่อไปนี้
1. ปรับตั้งอุณหภูมิของห้องให้เหมาะสม ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น และห้องอาหาร
อาจตั้งอุณหภูมิไม่ให้ต่ำกว่า 25 ํC สำหรับห้องนอนนั้นอาจตั้งอุณหภูมิสูงกว่านี้ได้
ทั้งนี้เพราะร่างกายมนุษย์ขณะหลับมิได้เคลื่อนไหว อีกทั้งการคายเหงื่อก็ลดลง
หากปรับอุณหภูมิ
เป็น 26-28 ํ C ก็ไม่ทำให้รู้สึกร้อนเกินไป แต่จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณร้อยละ
15-20
2. ปิดเครื่องปรับอากาศทุกครั้งที่เลิกใช้งาน หากสามารถทราบเวลาที่แน่นอน
ควรตั้งเวลาการทำงานของตัวเครื่องไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เครื่องหยุดเองโดยอัตโนมัติ
3.
อย่านำสิ่งของไปกีดขวางทางลมเข้าและลมออกของคอนเดน ซิ่ง ยูนิต จะทำให้ เครื่องระบายความร้อนไม่ออก
และต้องทำงานหนักมากขึ้น
4. อย่านำรูปภาพหรือสิ่งของไปขวางทางลมเข้าและลมออกของแฟนคอยล์ยู นิต จะ ทำให้ห้องไม่เย็น
5. ควรเปิดหลอดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ภายในห้องเฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการ ใช้งานเท่านั้น
และปิดทุกครั้งเมื่อใช้งานเสร็จ เพราะหลอดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิดขณะ เปิดใช้งาน
จะมีความร้อนออกมาทำให้อุณหภูมิในห้องสูงขึ้น
6. หลีกเลี่ยงการนำเครื่องครัว หรือภาชนะ ที่มีผิวหน้าร้อนจัด เช่น
เตาไฟฟ้า กะทะ ร้อน หม้อต้มน้ำ หม้อต้มสุกี้ เข้าไปในห้องที่มีการปรับอากาศ
ควรปรุงอาหารในครัว แล้วจึงนำเข้ามารับประทานภายในห้อง
7. ในช่วงเวลาที่ไม่ใช้ห้องหรือก่อนเปิดเครื่องปรับอากาศสัก 2 ชั่วโมง
ควรเปิด ประตูหน้าต่างทิ้งไว้เพื่อให้อากาศบริสุทธิ์ภายนอกเข้าไปแทนที่อากาศเก่าในห้อง
จะช่วยลดกลิ่นต่าง ๆ ให้น้อยลงโดยไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมระบายอากาศ ซื่ง
จะทำให้เครื่องปรับ อากาศทำงานหนักขึ้น
8.
ควรปิดประตู หน้าต่างให้สนิทขณะใช้งานเครื่องปรับอากาศ เพื่อป้องกันมิให้
อากาศ ร้อนขื้นจาก ภายนอกเข้ามา อันจะทำให้เครื่องต้องทำงานมากขึ้น
9. ไม่ควรปลูกต้นไม้ หรือตากผ้าภายในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ เพราะความชื้น
จากสิ่งเหล่านี้จะทำให้เครื่องต้องทำงานหนักขึ้น
การบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ
การบำรุงรักษาที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ ทำให้เครื่องปรับอากาศ มีอายุใช้งานได้ยาวนาน
มีประสิทธิภาพสูง และประหยัดพลังงานไฟฟ้าตลอดเวลา ซึ่งควรปฏิบัติดังนี้
1. หมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ ทุก ๆ 2 สัปดาห์ เพื่อให้เครื่องสามารถ
จ่ายความเย็นได้เต็มที่ตลอดเวลา
2. หมั่นทำความสะอาดแผงท่อทำความเย็น ด้วยแปรงนิ่ม ๆ และน้ำผสมสบู่เหลว
อย่างอ่อนทุก 6 เดือน เพื่อให้เครื่องทำความเย็นได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ
3. ทำความสะอาดพัดลมส่งลมเย็น ด้วยแปรงขนาดเล็กเพื่อ ขจัดฝุ่นละอองที่จับกันเป็นแผ่นแข็งและติดกันอยู่ตามซี่ใบพัดทุก
6 เดือน จะทำให้พัดลมส่งลมได้เต็มสมรรถนะ ตลอดเวลา
4. ทำความสะอาดแผงท่อระบายความร้อน โดยการใช้ เแปรงนิ่ม ๆ และน้ำฉีด
ล้างทุก ๆ 6 เดือน เพื่อให้เครื่องสามารถนำความร้อนภายในห้องออกไปทิ้งให้แก่อากาศ
ภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5.
หากปรากฏว่าเครื่องไม่เย็น เพราะสารทำความเย็นรั่วต้องรีบตรวจหารอยรั่วแล้ว
ทำการแก้ไขพร้อมเติมให้เต็มโดยเร็ว มิฉะนั้นเครื่องจะใช้พลังงานไฟฟ้าโดยไม่ทำให้เกิดความ
เย็นแต่อย่างไร