| manotl@bograka.com | |||
วิธีการเลือกซื้อบ้านจัดสรร และให้บริษัทรับสร้างบ้านปลูกให้
- วิธีการเลือกซื้อบ้านจัดสรร
สิ่งที่ต้องคำนึง คือ ที่ตั้งโครงการมีความสัมพันธ์กับการขยายตัวของเมืองหรือไม่
มีถนน lทางด่วน หรือระบบขนส่งมวลชน ไป ถึงหรือเปล่า
เจ้าของโครงการมีความน่าเชื่อถือและเคยทำโครงการหรือไม่ ซื่อสัตย์ต่อผู้ซื้อแค่ไหน
รูปแบบของตัวบ้าน และมาตรฐานของวัสดุที่ใช้สัมพันธ์กับราคาที่ขายหรือเปล่า
ระบบสาธารณูปโภคต่างๆเช่น ระบบระบายน้ำ ประปา ไฟฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวก
เช่น สโมสร สวนสาธารณะ,ทะเลสาบมีหรือไม่ สิ่งต่างๆ เหล่านี้สำคัญมาก ยิ่งถ้ามีบ้านตัวอย่างให้ดูยิ่งช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
- สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในการซื้อบ้านจัดสรร
- วิธีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือจากเจ้าของโครงการและ
จากสิ่งพิมพ์ 
สำหรับเจ้าของโครงการ สิ่งที่ผู้ซื้อต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากก็คือ ความ
มั่นคงทางการเงินของเจ้าของโครงการว่ามั่นคงเพียงใดหรือ ไม่ มีผลงานทางด้านการจัดสรรที่ดินและบ้านมาก่อนหรือ
เปล่า
หากผู้ประกอบกิจการได้เคยดำเนินการมาแล้ว ก็จะ ต้องพิจารณาดูว่าโครงการที่เขาดำเนินการมาแล้วนั้นมีสภาพ
เป็นอย่างไร ทำตามโครงการหรือสัญญาครบถ้วนหรือไม่ มี การส่งมอบงานหรือโอนบ้านตามกำหนดหรือไม่
ถ้าขาดองค์ ประกอบ 2 ประการนี้ ก็ไม่ควรซื้อหรือถ้าจะซื้อก็ต้องระวัง ให้มากเป็นพิเศษ
สำหรับสิ่งพิมพ์ที่ใช้โฆษณา สิ่งพิมพ์ แผ่นพับ หรือที่เรียกกันว่า โบว์ชัวร์นั้น
ที่ ถูกต้องนั้นต้องระบุรายละเอียดไว้หลายอย่างด้วยกัน ประ- การแรกคือ
ชื่อผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ตำแหน่งที่ดิน เลขที่ โฉนด หรือเลขที่อนุญาตจัดสรร
ประการต่อไปคือ ชื่อผู้ประ กอบธุรกิจ ในกรณีที่ผู้ประกอบการมิใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
สุดท้ายก็คือ ทุนจดทะเบียน ทุนชำระแล้ว ชื่อกรรมการผู้จัด การ และภาระผูกพันเกี่ยวกับที่ดินและอาคารนั้นๆ
ถ้ามีสิ่งที่ กล่าวมาข้างต้นครบถ้วน ก็พอจะแสดงได้ว่าโครงการนั้นมี ความน่าเชื่อถือ
- วิธีการทำสัญญาซื้อบ้านจัดสรร
เรื่องการทำสัญญาซื้อบ้านจัดสรร ผู้ซื้อจะต้องไม่เกรง ใจผู้ขายในการตรวจสอบหนังสือสัญญา
การทำสัญญาแต่ละ ครั้ง ผู้ซื้อจะต้องเข้าใจความหมายทุกตัวอักษรก่อนที่จะลงลาย
มือชื่อของตน ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็ต้องจัดหาผู้รู้มาให้คำแนะนำ หรือถ้าสงสัยในเรื่องใดก็ต้องสอบถามผู้ขายให้เป็นที่ตกลงกัน
เสียก่อน มิฉะนั้นจะตกเป็นผู้เสียเปรียบในการทำสัญญาได้ เช่น แบบบ้านที่ทำสัญญาถูกต้องตามโฆษณาหรือไม่
เพราะมี ผู้ดำเนินการบางราย อาจทำแบบบ้านอย่างหนึ่ง แต่เวลาทำ สัญญาได้มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการซ่อนไว้
หากไม่ตรวจสอบก็จะไม่ทราบ
- วิธีการป้องกันไม่ให้บ้านจัดสรรที่ท่านซื้อล่าช้า
วิธีการที่จะป้องกันได้ ดังนี้
1. ตรวจหลักฐานการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน ก่อน ทำการจองว่าเจ้าของโครงการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือ
ยัง
2. ตรวจสอบใบอนุญาตจัดสรร หากผู้ประกอบการ ยังไม่ขออนุญาต หรือขอแล้วแต่ยังไม่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่
ดิน ก็จะทำให้การก่อสร้างไม่อาจเกิดขึ้นได้
3. กำหนดระยะเวลาการก่อสร้าง และวันที่ก่อสร้าง เสร็จไว้ในสัญญาซื้อขาย
หากไม่เป็นไปตามสัญญา ให้คืน เงินในฐานะผู้ซื้อพร้อมดอกเบี้ย
- วิธีการรับโอนบ้านจัดสรร
วิธีที่ 1 ตรวจสอบบ้านทั้งหลังว่ามีข้อบกพร่องหรือ ไม่ ถ้ามีก็ให้ทางผู้ขายซ่อมแซมให้เรียบร้อยก่อนที่จะโอน
วิธีที่ 2 เพื่อพบกันครึ่งทาง ก็สามารถโอนได้ โดย ทำบันทึกข้อตกลงให้ซ่อมแซมทุกรายการทั้งหมด
รวมถึง ระยะเวลาประกันความเสียหายอย่างน้อย 1 ปี เพื่อที่จะได้ มีเงื่อนไข สามารถบังคับให้ซ่อมแซมได้ในภายหลัง
- วิธีการร้องเรียนเมื่อผู้ขายไม่โอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญา
การร้องเรียนนั้นทำได้ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้ม ครองผู้บริโภค มีข้อแนะนำคือ
ผู้ร้องเรียนต้องมีข้อมูลทั้ง ของผู้ร้องเรียนและเจ้าของโครงการ
ข้อมูลของผู้ซื้อต้องมีชื่อ ที่อยู่ ไว้ในหนังสือร้อง เรียนให้ชัดเจน ส่วนข้อมูลของคู่กรณีถ้าเป็นบุคคลธรรมดาต้องระบุ
ชื่อ นามสกุล และที่อยู่ให้ชัดเจน ถ้าเป็นนิติบุคคล ให้ระบุ ชื่อ ที่อยู่
ของห้างร้าน บริษัท พร้อมกับหลักฐานการชำระ เงินดาวน์ เงินค่างวด และรายละเอียดข้อเท็จจริงทั้งหมดที่
มี เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และ หน่วยงานที่รับร้องเรียน
มีข้อมูลเพียงพอที่จะนำไปดำเนิน การ

- วิธีวางแผนการเงินเพื่อซื้อบ้านจัดสรร
โดยทั่วไปผู้ซื้อบ้านมักจะมีเงินเก็บออมส่วนหนึ่ง ซึ่ง มักจะไม่เพียงพอกับการซื้อบ้านด้วยเงินสด
ดังนั้นเงินที่ขาด จึงต้องอาศัยกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆ แต่มัก จะกู้ได้ประมาณร้อยละ
70-80 ของราคาซื้อ-ขาย หรือมูลค่า ประเมิน ดังนั้นผู้ซื้อบ้านจะต้องมีเงินเก็บออมอย่างน้อยร้อย
ละ 20-30 ของราคาบ้านจึงจะสามารถกู้เงินและซื้อบ้านได้ เงินที่เก็บออมนี้เองที่ผู้ซื้อต้องจ่ายเป็นเงิน
"ดาวน์" ในการ ซื้อบ้าน หากบ้านยังคงสร้างไม่เสร็จ เจ้าของโครงการมักจะ
ให้เราผ่อนเป็นงวดๆ ได้ในเวลา
5-18 เดือน
- การซื้อบ้านจัดสรรกับการปลูกบ้านเองต่างกันอย่างไร
การซื้อบ้านจัดสรรจะสะดวกกว่าการปลูกเอง การ เลือกแบบบ้านไม่ยุ่งยาก สามารถดูจากสำนักงานขาย
หรือ บ้านตัวอย่างได้เลยว่าถูกใจหรือไม่ แต่มาตรฐานของวัสดุ ก่อสร้างจะสู้การปลูกเองไม่ได้
เพราะสร้างหลายๆ หลัง อาจ ผิดพลาดได้ และความต้องการต่างๆ อาจถูกจำกัดจากรูป
แบบบ้านที่มีอยู่ สำหรับเจ้าของบ้านที่ไม่มีเวลาจะตัดปัญหา ในการหาสถาปนิกกับผู้รับเหมา
แต่อาจจะได้บ้านที่ไม่ถูกใจ ทั้งหมด
โครงการบ้านจัดสรร ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอีก มากมาย เช่น สโมสร สะว่ายน้ำ
สนามเทนนิส หรืออาจจะ มีสนามกอล์ฟด้วย รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัย
- การปลูกบ้านกับบริษัทรับสร้างบ้าน
ส่วนข้อดีคือ ประหยัดไม่ต้องเสียค่าออกแบบของ สถาปนิกและวิศวกร และไม่ต้องเสียเวลาในการทำแบบ
ลดปัญหาในการหาสถาปนิกและผู้รับเหมาที่ถูกใจ และได้คุณภาพตามที่ต้องการ รวมถึงการลดขั้นตอนในการ
ประสานงานของทั้งสองฝ่ายด้วย

ถ้าได้บริษัทที่มีประสบการณ์และชื่อเสียงดี จะได้งาน ก่อสร้างที่มีคุณภาพและตรงต่อเวลา ไม่ทิ้งงาน ทำให้งบประ มาณไม่บานปลาย สามารถควบคุมงบประมาณได้ มีแบบให้เลือกมากมาย สามารถดูได้จากบ้านตัว อย่างที่สร้างมาแล้วทำให้ทราบถึงคุณภาพของงานก่อสร้าง หรืออย่างน้อยบางแบบก็ต้องมีหุ่นจำลอง เพื่อให้ดูและทำ ความเข้าใจได้ง่ายขึ้น และทางบริษัทยังช่วยดำเนินการขออนุญาตปลูก สร้างกับหน่วยงานราชการ พร้อมทั้งจัดขอระบบสาธารณูป โภค ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ให้ทั้งหมด

ส่วนข้อเสียก็คือ แม้ทางบริษัทจะมีแบบบ้านให้เลือก มากมายหลายแบบก็จริง แต่ประโยชน์ใช้สอยของบ้านแต่ละ
หลังไม่สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะของแต่ละคนได้ อย่างสมบูรณ์ อีกทั้งรูปแบบของบ้านก็ดูคล้ายๆ
กันไม่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนกับสถาปนิกออกแบบ